Pages

Friday, July 20, 2012

ม้า..สัตว์ใหญ่ชนิดแรกในชีวิต



หลัง จากที่ผมเริ่มเข้าสู่แวดวงคนรักม้า ทำให้ได้มารู้จักม้าตัวหนึ่งนามว่าซิลเวอร์ซัน (silver sun) ผมเฝ้าติดตามพัฒนาการของม้าตัวนี้ประหนึ่งคนที่ติดละครหลังข่าว อยากรู้ว่าเขาเป็นอย่างไร สบายดีหรือเจ็บไข้ตรงไหนบ้าง และจะคอยลุ้นเอาใจช่วยประหนึ่งว่าเป็นม้าของตัวเอง รักมากแต่ไม่เคยเอ่ยปากขอซื้อ เพราะเห็นว่าเจ้าของเขาก็รักม้าตัวนี้ไม่น้อย มีครั้งนึงเจ้าของประกาศขายด้วยความจำเป็น ผมเสนอขอซื้อไป แต่ก็ต้องผิดหวังเมื่อเจ้าของได้ตกลงขายให้กับสัตว์แพทย์ท่านหนึ่งไปแล้ว โดยที่ผมไม่มีโอกาสได้เจรจากับเจ้าของเลยแม้แต่คำเดียว นึกน้อยใจอยู่ไม่น้อย แต่ทำได้เพียงปลอบใจตัวเองว่าถ้าไม่ใช่ของเรา จะทำอย่างไรมันก็ไม่ใช่ของเราครับ
 


ระหว่าง นั้นผมได้ทยอยซื้อม้าลูกผสมเพศเมีย เข้ามาเลี้ยงรวมแล้วสี่ตัว เป็นม้าแม่ลูกสองคู่ สีน้ำตาลแดงแข้งดำ หากจะนำแม่ม้าที่มีอยู่ไปจ้างพ่อม้าพันธุ์ดีๆเพื่อผสมพันธุ์ ต้องมีค่าผสมประมาณ 20000 บ.ต่อตัว ยังไม่รวมค่าขนม้าไปครั้งละ 5000 บ. ค่าครวจโรค 500 บ. ค่าเลี้ยงดูรายวันระหว่างที่รอแม่ม้าฮีทหรือช่วงที่ดูว่าตั้งท้องจริงหรือ ไม่ก่อนจะรับกลับ วันละ 200 บ.โดยประมาณ หากตั้งท้องแล้วก็ยังต้องเสียค่ารถเพื่อขนม้ากลับอีก 5000 บ. รวมแล้วต้องใช้งบประมาณขั้นต่ำไปไม่น้อย จึงเห็นควรว่าต้องหาพ่อม้าใว้เองสักตัว
 
 


โดย ส่วนตัวผมเป็นคนชอบม้าสีขาวมากหวังในใจว่าอยากได้ม้าสีขาวที่สูงใหญ่สักตัว ฝันไกลไปถึงม้าอราเบี้ยนสีขาว แต่การตามหาแค่ม้าสีขาวนั้นก็หาได้ยากมากแล้ว คิดว่าถ้าวันหนึ่งโชคดีหาเจอเข้าจริงๆก็คงจะสู้ราคาค่าตัวไม่ไหวแน่นอน เลยตั้งเป้าหมายให้ต่ำลงมาอีกหน่อยว่าสีอะไรก็ได้ยกเว้นสีน้ำตาลแดงแข้งดำ และสีเม็ดมะขาม เพราะผมมีอยู่แล้วตั้งสี่ตัว
 
 


ตาม ที่ได้รับรู้มา ว่า Silver Sun เป็นม้าสายเลือดของ LA MARSS รามาส(ปู่ของsilver sun) เป็มม้าขาวที่ประมูลมาจากประเทศอังกฤษในราคา5000000 บ. มีลูก 4 ตัว เป็นสีขาวทั้งหมดหนึ่งในนั้นก็คือ SILVER SPHINX ซิลเวอร์ สฟริงค์(พ่อของsilver sun) เป็นม้าสายเดียวที่ให้เปอร์เซ็นต์ลูกขาวมากที่สุด ถ้าเทียบกับม้า 10 ตัวลูกจะขาว 8-9 ตัวเลยก็ว่าได้ แต่ถ้าเป็นพ่อม้าขาวสายเลือดอื่นๆนั้นลูก 10 ตัวอาจจะขาวอยู่แค่ 2-3 ตัวที่เหลือก็สีเหมือนแม่บ้าง เหมือนปู่ย่าก็ว่ากันไป  แต่น่าเสียดายที่ม้าที่กล่าวให้ฟังนี้ ได้ล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว จะเหลืออยู่แค่ลูกๆหลานๆที่เห็น3ตัว (ภาพนี้เป็นม้าสายเลือดเดียวกันกับปู่รามาสในต่างประเทศ)
 


ตัว ที่ 1 ชื่อขุนขาวเป็นม้าแข่งปลด ลูกพี่-ลูกน้องของ silver sun (เป็นลูกม้าพ่อเดียวกัน แต่คนละแม่) ตัวจริงสวยมากรับผสมอยู่ครั้งละ 20000 ที่โคราช มีคนที่ร้อยเอ็ด เอาแม่ม้าตัวเองไปผสมสูง 148cm. พันธุ์ควอเตอร์ ถือว่าเป็นม้าที่สวยใช้ได้เลย ปรากฏว่าตอนที่ขุนขาวขึ้นผสมได้ล้มทับแม่ม้าที่นำไปผสม ด้วยเหตุที่ว่าเป็นม้าแข่งปลด ออกมามีความบาดเจ็บที่ขา พอยกขาหน้าขึ้นทิ้งน้ำหนักลงไปที่ขาหลังทั้งหมด ขาที่เจ็บก็รับน้ำหนักไม่ไหว ซึ่งเจ้าของม้าพอทราบเรื่องก็มารับม้ากลับแต่เรื่องยังไม่จบ เพราะอีก 1 อาทิตย์ต่อมาแม่ม้าตายเป็นเรื่องเป็นราวกัน ชื่อเสียงของขุนขาวจึงเงียบหายไปนับแต่นั้นมา 
 
 
 


ตัว ที่ 2 เป็นพี่ของ silver sun ตอนเล็กๆไม่มีลูกม้าตัวไหนสีขาวเลยจะเป็นสีแซมซึ่งผมเองดูว่าสกปรก และเช่นเดียวกันม้าตัวนี้ก็มีชีวิตอยู่ในเส้นทางม้าแข่งแต่ก็ได้ข่าวมาว่า กำลัง จะปลด หรือปลดออกมาแล้วก็ไม่รู้ส่วนเรื่องการผสม คนส่วนมากก็เสียวๆกลัวจะเป็นอย่างขุนขาว เพราะตอนที่ยังไม่ปลดเปิดรับผสมอยู่ มีคนไปผสมกันเยอะมาก พอเจ็บและปลดออกมาก็ไม่ค่อยมีใครกล้าไปผสมแล้ว ปัจจุบันได้ยินคนในวงการม้าพูดถึงม้าตัวนี้ว่าไม่ยอมขึ้นตัวเมีย เพราะตอนเป็นม้าแข่งที่ใช้ยามากเกินไป อาจส่งผลให้ฮอร์โมนเพศของม้าผิดปรกติ ประมาณว่าเป็นแต๋วไปสะงั้น
 
 


ตัว สุดท้ายก็คือ Silver Sun เป็นม้าสีเดียวกับพ่อของเขาตอนเล็กๆ ตามใบทะเบียนของ Silver sphinx เป็นม้าที่ดูแล้วมีอนาคตตั้งแต่เล็กๆ บวกกับเชื้อสายที่เห็นทั้งของพ่อและแม่อีก ก็ยิ่งมั่นใจได้ว่าอนาคต น่าจะขาวแน่นอนแต่ก็คงจะขาวในแบบสายเลือดเขา คือผมแผงคอคงเป็นสีเทาดำ หางจะออกสีเทาหรือบรอนส์เงิน
 
 


ส่วน เรื่องที่ได้ silver sun มานั้นผมขอบอกตามตรงว่าเป็นเรื่องของดวง เพราะต่อมาไม่นานก็ทราบมาว่า Silver Sun ยังไม่ได้ถูกขายไป รู้สึกดีใจที่เขายังอยู่กับเจ้าของเดิม เรายังได้รับรู้เรื่องราวเป็นระยะๆ แปดเดือนต่อมาเจ้าของโทรมาหาว่ายังสนใจ Silver Sun อยู่หรือไม่ เขาจำเป็นต้องขายทั้งที่ไม่อยากขาย เจรจากันหลายวัน หวุดหวิดว่าเจ้าของจะไม่ขายให้ก็หลายหนด้วยเหตุผลต่างๆที่เข้ายกมา ผมก็ท่องอยู่คำเดียวว่า ถ้ามันจะเป็นของเรา ยังงัยก็ต้องเป็นของเราและแล้วในที่สุด Silver Sun ก็ได้มาอยู่ด้วยกัน โดยวันที่ส่งมอบม้าได้เห็นเจ้าของเขา นั่งตากแดดกอดคอม้าตัวนี้ มาในรถพ่วงที่ไม่มีหลังคา จากชัยภูมิมาส่งให้ถึงสวนที่อำเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี สิ่งที่เขาทำให้ม้านั้นสำหรับผมแล้ว มันคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ที่คนๆหนึ่งจะทำให้ม้าตัวหนึ่ง บอกได้เลยว่าเขายังคงรักและอาวรม้าตัวนี้มากๆครับ
 


เดิมที silver sun มีชื่อเดิมว่า san ta cross  ตอนอยู่กับเจ้าของคนแรก เป็นลูกม้าแข่งที่เจ้าของไม่ได้นำไปขึ้นทะเบียน ประวัติของลูกม้าตัวนี้ก็อย่างที่เล่ามา คือมีพ่อเป็นม้าขาวสูง175cm. นามว่า silver sphinx ซึ่งเป็นลูกของปู่รามาส เป็นม้าแข่งพันธุ์ Thoroughbred เลือด 100  นำเข้ามาผสมกับแม่ม้าแข่งนำเข้าชื่อ มาเจ็คติกฟ็อกซ์ เป็น TB เลือด100 ทีนี้ทางสายแม่เขาชื่อ สาว กทม. พ่อชื่อ ซานตาโนฮีโร่ เป็นม้าแข่ง TB เลือด 100 จากญี่ปุ่น ส่วนแม่ม้าเป็นม้าแข่งที่เกิดในไทยเท่ากับว่าเป็น TB 80 สรุปว่า Silver sun เป็นลูก TB (100 + 90 = 190 หาร 2) = 95% ซึ่งก็เรียกง่ายๆว่า TB เลือด100 ก็คงจะไม่ผิดครับ จากนั้นเจ้าของคนที่สองได้ซื้อ silver sun มาจากเจ้าของคนแรกตอน อายุประมาณ 1 ขวบ ก่อนที่จะส่งต่อ Silver Sun ให้มาอยู่กับผม ปัจจุบัน Silver Sun จะอายุครบ 3 ขวบในอีกสี่เดือนข้างหน้าครับ
 
 

เพื่อน คนรักม้าด้วยกันกล่าวใว้ว่าถ้าจะซื้อม้า เราต้องซื้อที่อนาคตของเขา คือซื้อตั้งแต่ตอนที่เขายังเล็กๆอยู่ เพราะถ้าหากไปซื้อตอนโตหรือที่เห็นอนาคตเขาแล้ว เราจะซื้อไม่ได้ อาจจะเป็นที่เจ้าของเขาไม่อยากขาย หรือถ้าขายก็คงจะขายแพงมากๆครับ และทั้งหมดนี้ก็ เป็นเรื่องราวหรือเป็นตำนานของม้าขาวตัวนึง นามว่า Silver sun.
 
 
 
 

อารเบียน กับ เทอเรอเบท นิสัยหน้าตาต่างกันอย่างไร







                ประวัติความเป็นมาของม้าโธโรเบรดนี้ นับเป็นความสำเร็จของวิศวะพันธุกรรม โดยฝีมือมนุษย์ แม้ว่าเจ้าม้าเลือดร้อนนี้จะมีประวัติความเป็นมาเพียง 30 ปี แต่มันก็มีทั้งความมั่นคงแข็งแรง และความเร็วปานพาย ซึ่งม้า พันธุ์นี้ทุกตัวจะมีลักษณะเช่นนี้ทั้งสิ้น ม้าโธโรเบรดเกิดมาเพื่อที่จะแข่งขัน เอาชนะ และวิ่งเร็วปานพายุ บรูช สปริงส์ทัน กล่าวไว้ว่า 'มันเกิดมาเพื่อวิ่ง' และม้าโธโรเบรดก็รู้หน้าที่ของมันตั้งแต่เริ่มยืนได้ทีเดียวก็จริงอยู่ที่ว่า ไม่ใช้ม้าโธโรเบรดรุ่นทุกตัวจะชนะการแข่งขัน ทริปเปิ้ลคราวน์เสมอไป แต่ทุกฤดูใบไม้ผลิ เมื่อลูกม้ารุ่นใหม่ถูกปล่อยออกมาวิ่งเล่นในทุ่งหญ้าแล้วอย่างน้อยก็จะมีสักตัวหน่งที่จะเฝ้าแต่วิ่งกระโดดไปมา ขณะที่แม่ม้ายืนเล็มหญ้าอยู่ เมื่อลูกม้าตัวอื่นพยายามจะเข้าร่วมเล่นกับมัน เจ้าลูกม้านักวิ่งก็จะสลัดความงุ่มง่ามของมันทิ้งไป และจะไม่ยอมให้ตัวอื่นไล่ทันมันเป็นอันขาด ชัยชนะในครั้งนี้ยังไม่มีรางวัล แต่ก็เป็นที่รู้ ๆ กันว่ามันจะต้องรักษาความเป็นหนึ่งของมันไว้ เจ้าลูกม้าตัวนี้รู้ดีตั้งแต่ยังเล็กว่า มันยอมตายเสียดีกว่าที่จะแพ้ เช่นเดียวกับมเาแข่งโธโรเบรดรุ่นเดอะที่ประสบความสำเร็จก่อนหน้ามันมาแล้ว
ต้นตระกูลของม้าโธโรเบรด เรียกได้ว่า เกิดคู่กันมากับการแข่งม้าในอังกฤษนั่นเอง ม้าตระกูลนี้เกิดเมื่อ 300 ปีมาแล้ว ซึ่งในตอนนั้นการแข่งม้าเริ่มเป็นที่เกรียวกราวในประเทศอังฤษพวกนักผสมพันธุ์ม้าในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระเจ้าเจมส์ที่ 1 ได้สั่งม้าจากทางตะวันออกเข้ามาคือ พันธุ์ Barbs, Turks และ Arabians ด้วยหวังว่าม้าตะวันออกจะทำให้ลูกม้าพื้นเมืองอังกฤษที่ตัวใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า มีความสามารถในการแข่งสูงขึ้น


 ม้าพันธุ์อาหรับเป็นที่ชื่อชอบและนับถือมาก โดยเฉพาะแล่งกำเนิดของสายพันธุ์เป็นที่ยอมรับอันดับหนึ่งว่าเป็นสายพันธุ์ที่ดี เป็นพันธุ์แท้มันเป็นพันธุ์แท้ที่สืบเชื้อสายมาตั้งแต่สมัยโบราณของเผ่าพันธุ์ม้าการขยายการแพร่พันธุ์ เผ่าพันธุ์ม้าอาหรับนี้มีอยู่บนคาบสมุทรอาราเบียนเมื่อ 2000 ปีก่อนยุคสมัยคริสเตียน นี่คือการแสองให้เห็นจาก

สิ่งที่อยู่จริง ที่มีหลักฐานปรากฏ ซึ่งเกี่ยวข้องกับม้าทะเลทราย สายเลือดม้าพันธุ์อาหรับมีอยู่ทุกหนทุกแห่งในโลก โดยชาวมุสลิมเป็นผู้นำเข้าครั้งแรก โดยจากการทำนายของชาวมุสลิมกว่า 7 ศตวรรษ ผลที่ตามมาทำให้ม้าพันธุ์อาหรับกลายเป็นแบบอย่างหลักในวิวัฒนาการของม้าทั่วโลก ลักษณะเฉพาะ ม้าพันธุ์อาหรับมีลักษณะสวยงามที่สุด พร้อมกันนั้นก็มีความแน่นอนและที่เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะลืมได้ในการปรากฏตัวของมัน ลักษณะพิเศษเฉพาะในตัวมันครอบคลุมถึงขนาดการได้สัดส่วน และโครงสร้างของกระดูก ลักษณะพันธุ์ที่ไม่เหมือนกันคือ มีซี่โครง 16 ซี่ ท่อนล่าง 6 และส่วนท้าย 18 พันธุ์อาหรับมีรูปแบบ 17- 5 - 16 มันมีลักษณะเด่นในความสูงของขาทั้ง 4 มันเป็นพันธุ์ที่มีความแข็งแกร่งในกิจกรรมต่างๆ การเคลื่อนไหว และถึงแม้ว่ามันจะคึกคะนองและ มีความกล้าหาญ มันสามารถควบคุมคำสั่งได้ การควบคุมพันธุ์ และความแข็งแรงของพันธุ์ จะเกี่ยวข้องกับความสัมพันธุ์ของลมหายใจและขา ทำให้ม้าพันธุ์อาหรับเป็นตัวเลือกในการพัฒนาการฝึกฝนที่ต้องการความเร็ว ในช่วงเวลาที่ยาวนานหรือความอดทนในการควบม้า ปัจจุบันนี้ม้าพันธุ์อาหรับมีการแพร่หลายไปอย่างมากที่สุด โดยในประเทศสหรัฐอเมริกามรการแพร่หลายม้าพันธุ์อาหรับอย่างมากในหลายๆเมืองได้มีการขยายพันธุ์ม้าพันธุ์อาหรับ จึงเป็นที่พึงพอใจและน่าสนใจ ในการประสานงานของสมาคมม้าพันธุ์อาหรับทั่วโลก




อาราเบี้ยน





อาราเบี้ยน






อาราเบี้ยน







เทอโรเบรด






เทอโรเบรด




เทอโรเบรด (ขออนุญาติเจ้าของม้าด้วยครับ)











เทอโรเบรด



อาราเบี้ยน


Tuesday, October 25, 2011

สีของม้า

สีของม้า




[ ขยายดูภาพใหญ่ ]
สีของขนม้า เป็นสิ่งที่สังเกตเพื่อให้รู้จักม้าแต่ละตัว ฉะนั้นการเรียกชื่อสีของม้าต่างๆ จึงเป็นการจำเป็นที่จะต้องเรียกให้ถูกตามแบบเดียวกันทั้งสิ้น ถ้าต่างคนต่างเรียกชื่อตามความเข้าใจของตนแล้วก็จะเป็นการผิดแปลกไปจะไม่เป็นที่เข้าใจได้ชัดเจน
การตรวจสีของม้านี้ยากมาก เพราะสีขนมีอยู่หลายอย่างหลายชนิด ผิดกันเพียงเล็กๆ น้อยๆ จนไม่สามารถจะเอาเป็นที่แน่ว่าผิดกันอย่างไรก็มี
ขนม้าตัวเดียวกันอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ตามอายุของม้านั้น เช่น สีแซม นานเข้าก็กลายเป็นสีขาวได้ หรือม้าดำกลายเป็นแซมไปก็มี ลูกม้า ซึ่งเกิดใหม่ๆ มักจะมีสีขนผิดกว่าขนธรรมดาและยาวกว่า ต่อเมื่ออายุได้ ๗-๘ เดือน แล้วจึงได้เปลี่ยนขนเป็นสีธรรมดา
สีธรรมดาแบ่งออกได้เป็น ๓ จำพวก คือ
ม้าขนสีล้วน เป็นม้าที่มีสีขนคล้ายคลึงกันทั่วตัว มีผิดกันเล็กน้อยบางแห่งเท่านั้น เช่น บางตัวค่อนข้างดำบ้าง ขาวบ้างบางแห่ง หรือมีรอยจุดเล็กๆ น้อยๆ ไม่สู้โตนัก ก็นับว่าเป็นม้าสีล้วนเหมือนกัน สีล้วนแบ่งออกเป็น ๗ ชนิดคือ
สีขาว แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ
(๑) ม้าสีขาวธรรมดามีขนสีล้วน ผิวหนังสือใต้ขนดำ ตาดำ
(๒) ม้าสีขาวเผือก มีขนสีขาวเผือก หรือสีขาว ผิวหนังใต้ขนสีชมพู กีบเหลือง หรือขาว ลูกตาสีออกแดงคล้ายตากระต่ายขาว ม้าเผือก มักมีสีขาวมาแต่กำเนิด สีม้าขาวนั้นเมื่อยังเล็กอยู่มักจะมีสีอื่น แล้วภายหลังจึงเปลี่ยนจนเป็นขาวธรรมดา
สีปลั่ง คือ ขนสีออกแดงคล้ายสีน้ำหมากแต่อ่อน ม้าสีปลั่งแบ่งออกเป็น ๒ ชนิด คือ
(๑) สีปลั่งแก่ คือ มีขนสีแดงมาก
(๒) สีปลั่งอ่อน มีสีคล้ายชมพู
สีเปลือง เป็นสีขาวเหลืองปนกันเหมือนทาขมิ้น สีเหลืองแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ
(๑) สีเหลืองอ่อน มีขนออกขาว ผิวหนังค่อนข้างขาว
(๒) สีนกขมิ้น มีขนเหลืองกว่าสีเหลืองอ่อน แต่มีหนังดำ กีบดำ
(๓) สีเหลืองธรรมดา คือ สีเหลืองแก่และบาง มีสีออกเทาๆ ซึ่งเรียกว่า "มีสีลาน" เพราะมีสีคล้ายใบลานหรือใบตองแห้ง
สีจันทร์ เป็นม้าสีเหลือง ขนคอและขนหางสีเหลือง เมื่อถูกแดดมักจะมีเงาเหมือนทองแดง ม้าสีจันทร์แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ
(๑) สีจันทร์อ่อน
(๒) สีทอง
(๓) สีทองแดง มีสีคล้ายสีแดง แต่ขนคอและขนหางไม่ดำ
ม้าสีจันทร์มักจะมีบรรทัดหลังเหล็ก บางทีมีสายบนหลัง ตามที่เข้าใจกันว่า ต้นตระกูลของม้าจำพวกนี้คงจะสืบเนื่องมาจากม้าลาย
สีแดง เป็นสีเหลืองหรือสีแดง มีเงาเป็นมัน แต่ขนที่คอและหางสีดำ ม้าสีแดงนั้นมีอยู่ ๓ ชนิดคือ
(๑) สีแดงอ่อน
(๒) สีแดงธรรมดา
(๓) สีประดู่ มีขนสีแดงเข้ม และมีเงาเป็นวงกลมที่ก้น ข้อมักดำจัด
สีน้ำตาล มีอยู่ ๓ ชนิด คือ
(๑) สีน้ำตาลอ่อน มีสีเหลือง
(๒) สีน้ำตาลธรรมดา ค่อนข้างจะมีสีแดง
(๓) สีน้ำตาลแก่ มักจะมีขนดำแซมอยู่มาก
สีดำ มีอยู่ ๓ ชนิด
(๑) สีดำอ่อน มีสีออกเทาๆ เรียกว่า "ม้าสวาท"
(๒) สีเขียว คือ ตัวมีสีดำ แต่ข้างตัวหรือตามท้องมีสีแดงปน
(๓) สีดำธรรมดาคือ ดำหมดทั้งตัว ถ้าดำจัดจนมีเงาเป็นมัน เรียกว่า "ดำปีกกา" หรือสีนิล
ม้าขนสีแซม คือ ม้าที่ขนขาวขึ้นปนกับขนสีอื่น ม้าสีแซมแบ่งตามสีขนที่ปนอยู่กับสีขาวออกเป็น ๓ จำพวก คือ
แซมดำ มีอยู่ ๒ ชนิด คือ
(๑) แซมดำธรรมดา มีขนดำแซมทั่วทั้งตัวเสมอกัน
(๒) แซมมรกต คือ มีขนดำขึ้นแซมเป็นวงกลมเป็นหย่อมๆ ทั่วทั้งตัว
แซมเหลือง มีขนสีเหลืองขึ้นแซมทั้งตัว
แซมแดง มีขนอยู่ ๒ ชนิด คือ
(๑) แซมแดงธรรมดา มีขนแดงแซมทั่วทั้งตัวเสมอกัน
(๒) แซมเลือด มีขนแดงแซมเป็นจุดๆ ขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพด และดูแล้วคล้ายรอยโลหิตหยด
ม้าขนสีผ่าน ม้าสีผ่านต้องถือสีขาวเป็นพื้นเดิม แม้จะมีสีขาวน้อยกว่าสีอื่นก็ตาม ส่วนสีอื่นที่ผ่านต้องเรียกสีนั้นเป็นขนสีผ่านเสมอ เช่น ผ่านเหลือง ผ่านดำ ดังนี้ เป็นต้น ม้าบางตัวผ่านจุดโตประมาณเท่าฝ่ามือหรือเท่าฟองไข่ ม้าชนิดนี้เรียกว่า "ม้าสีตลก"
ม้าสีผ่านแบ่งออกเป็น ๔ ชนิด คือ
(๑) ผ่านดำ
(๒) ผ่านแดง
(๓) ผ่านเหลือง
(๔) ผ่านแซมดำ แดง และเหลือง

ชนิดและพันธุ์ม้า

ชนิดและพันธุ์ม้า





การจัดชนิดของม้า ได้จัดตามการใช้ประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันได้มีการจัดแบ่งไว้ดังนี้
ม้างาน (Draft Horse)
เป็นม้าที่ใช้ในการทำงานในไร่นาและคอกปศุสัตว์ งานเทียมเกวียนลากของหนักๆ บางครั้งอาจใช้ขี่เข้าเมือง ม้างานมีหลายพันธุ์ด้วยกัน เช่น ม้าพันธุ์เบลเยี่ยม (Belgian) ม้าพันธุ์เพอร์เชอร์รอน (Percheron) ม้าพันธุ์ไชร์ (Shire) ม้าพันธุ์ไคลเดสเดล (Clydesdale) ม้าพันธุ์ซัฟโฟล์ค (Suffolk) ม้างานเป็นม้าที่มีขนาดใหญ่ (Heavy Horses) สูงประมาณ ๑๕-๑๗ แฮนด์ (Hands) เมื่อโตเต็มที่มีขนาดน้ำหนัก ๖๑๔-๑,๐๐๐ กิโลกรัม
ม้าขี่ (Riding Horse)
เป็นม้าที่ใช้สำหรับขี่เดินทาง ม้าแข่ง ม้าสำหรับกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ม้าสำหรับขี่แข่งกีฬาโปโล ม้าขี่สำหรับเดินสวนสนามม้าขี่มีหลายพันธุ์ด้วยกัน เช่น
- พันธุ์อเมริกันแซดเดิล (American Saddle Horse)
- พันธุ์อัพพาลูซา (Appaloosa)
- พันธุ์อาหรับ (Arabian)
- พันธุ์มอร์แกน (Morgan)
- พันธุ์คลีฟแลนด์ เบย์ (Cleveland Bay)
- พันธุ์พาโลมิโน (Palomino)
- พันธุ์พินโต (Pinto)
- พันธุ์เทนเนสซี วอล์คกิ้ง (Tennessee Walking)
- พันธุ์เทอร์รับเบร็ด (Thoroughbred)
ม้าขี่เป็นม้าที่มีขนาดสูงประมาณ ๑๔-๑๗ แฮนด์ เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนัก ๓๖๔-๕๙๑ กิโลกรัม
ม้าโพนี่ (Pony Horse)
เป็นม้าสำหรับการขี่ของเด็กๆ หรือเทียมรถลากขนาดเล็ก มีส่วนสูงประมาณ ๑๑-๑๔ แฮนด์ และเมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนักประมาณ ๑๕๐-๓๘๖ กิโลกรัม ม้าโพนี่มีอยู่หลายพันธุ์ด้วยกัน เช่น
- พันธุ์อเมริกานา (Americana)
- พันธุ์แฮกนี (Hackney)
- พันธุ์เชตแลนด์ (Shetland)
- พันธุ์เวลช์ (Welsh)
- พันธุ์ฮาร์นเนส (Harness)

ม้ามีวิวัฒนาการอย่างไร

อิโอฮิปปุส 
อิควุส คาบอลลุส

 



นักสัตวศาสตร์ได้จัดม้าไว้ในประเภทสัตว์กินพืชเป็นอาหารและมีนิ้วเท้าเป็นจำนวนคี่ หรือเรียกตามศัพท์วิทยาศาสตร์ว่า พาริโซแดคติลา (Parissodactyla) ซึ่งมีลักษณะทั่วๆ ไป ดังนี้
๑. มีจำนวนนิ้วของแต่ละเท้าเป็นเลขคี่ น้ำหนักตัวส่วนใหญ่จะตกลงบนนิ้วกลาง ซึ่งเป็นนิ้วที่ยาวที่สุด และจะเดินโดยใช้กีบหรือนิ้วเท้าเท่านั้น ส้นเท้าจะไม่แตะพื้น
๒. ริมฝีปากและฟันมีการพัฒนาให้มีรูปลักษณะที่เหมาะสมในการกินและบดเคี้ยวพืชเป็นอาหาร
มีหลักฐานจากฟอสซิล (Fossil) พบว่า ในสมัยโบราณมีสัตว์หลายชนิดที่เจริญเติบโตและพัฒนาการมาจากบรรพบุรุษของม้า แต่สัตว์เหล่านั้นหลายชนิดได้สูญพันธุ์ และล้มหายตายจากไปตามกฎเกณฑ์การอยู่รอดของธรรมชาติ คงเหลือเฉพาะสัตว์ตระกูลม้า วิวัฒนาการของสัตว์ชนิดนี้มีต้นกำเนิดในทวีปอเมริกาเหนือในยุคอิโอซีน (Eocene) หรือประมาณ ๕๐ ล้านปีมาแล้ว บรรพบุรุษเก่าแก่ของม้าได้ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกมีขนาดตัวเท่าสุนัขจิ้งจอกหน้าตาคล้ายม้าในปัจจุบัน ขาหนีบมีนิ้วเท้า ๔ นิ้ว ขาหลังมี ๓ นิ้ว ลักษณะฟันบ่งชี้ว่า เป็นสัตว์ที่กินใบไม้เป็นอาหาร เรียกว่า ไฮราโคเธเรียม (Hyracotherium) และมีการค้นพบซากที่มีลักษณะคล้ายกันในแถบยุโรป เรียกว่า อิโอฮิปปุส (Eohippus)
ในยุคโอลิโกซีน (Oligocene) หรือประมาณ ๒๘ ล้านปีที่ผ่านมาได้มีวิวัฒนาการของม้ามาเป็นลำดับ โดยมีขนาดตัวโตขึ้น เรียกว่า เมโซฮิปปุส (Mesohippus) แต่ยังกินพืชเป็นอาหาร
ต่อมาในยุคไมโอซีน (Miocene) มีวิวัฒนาการไปเป็นพาราฮิปปุส (Parahippus) และไฮโปฮิปปุส (Hypohippus) การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของบรรพบุรุษของม้าในยุคนี้ คือ ฟัน โดยเปลี่ยนเป็นฟันแข็งแรงเหมาะสำหรับการบดเคี้ยวหญ้ามากขึ้น และกินหญ้าเป็นอาหารแทนใบไม้ บรรพบุรุษของม้าในกลุ่มไฮโปฮิปปุส (Hypohippus) ได้อพยพย้ายถิ่นที่สำคัญไปอยู่แถบทวีปยุโรป และเอเชียด้วย
ต่อมาเมื่อประมาณ ๔ ล้านปีที่แล้ว ในยุคพลิโอซีน (Pliocene) บรรพบุรุษของม้าในยุคนี้มีหน้าตาคล้ายลูกม้าในปัจจุบัน ม้าในยุคนี้ เรียกว่าพลิโอฮิปปุส (Pliohippus) เป็นยุคที่ม้าเปลี่ยนจากสัตว์ที่มีนิ้วเท้า ๓ นิ้ว ไปเป็นนิ้วเดียวหรือกีบเดียว เนื่องจากต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในการหากินจากป่าที่มีพื้นดินอ่อนมาเป็นทุ่งหญ้าที่มีพื้นแข็งและกินหญ้าเป็นอาหาร
วิวัฒนาการขั้นต่อมา เป็นม้าในปัจจุบันซึ่งเรียกว่า อิควุส (Equus) เพิ่งปรากฎเริ่มมีมาเพียงประมาณ ๒ ล้านปีที่แล้ว ซึ่งเข้าสู่ยุคเพลอิสโตซีน (Pleistocene) ม้าป่าในยุคนี้มีหลักฐาน จากรูปวาดบนฝาผนังถ้ำ ซึ่งมีรูปลักษณะเหมือนม้าในปัจจุบัน แต่มีสีเหลืองน้ำตาล หัวใหญ่ ขนที่แผงคอจะสั้นและตั้งตรง ต่างกับม้าปัจจุบันที่มีขนแผงยาวปรกลงมา ม้าในปัจจุบันมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า อิควุส คาบอลลุส (Equus caballus)
แนวโน้มในการพัฒนาที่แน่นอนตลอดระยะเวลาของวิวัฒนาการของม้าที่เห็นได้ชัดคือ ขนาดตัวใหญ่ขึ้น ขายาวขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระดูกนิ้วเท้า ซึ่งทำให้ม้ามีความสามารถในการวิ่งได้เร็วกว่าสัตว์ชนิดอื่น ในขณะเดียวกันนิ้วกลางก็มีการเพิ่มขนาด และลดจำนวนนิ้วเท้าลง จนเหลือเพียงนิ้วเดียว และเปลี่ยนแปลงเป็นกีบ

ฟันม้ามีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือ อิโอฮิปปุส (Eohippus) บรรพบุรุษม้าในยุคอิโอซีน (Eocene) ที่มีฟันติดต่อกันตลอด ได้เปลี่ยนแปลง โดยค่อยๆ มีช่องว่างเกิดขึ้นระหว่างฟันหน้าและฟันด้านข้าง ซึ่งทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารได้ดียิ่งขึ้น

 
Design by Store su | Bloggerized by Laikeng - sutoday | Court